ถึงป้าพิศ
ผมยังจำได้ ที่ 54 Spindle Road Hicksville NY 11801 บ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ ที่ผมเคยมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน สมัยไปเรียนที่ La Salle Military Academy ผมจำได้ดี ว่าเมื่อสุดสัปดาห์มาถึง ผมจะลิงโลดเป็นพิเศษ เพราะพี่ๆ (พี่อู๋ โอ๋ อ้อน หน่อง และเพื่อน) จะมารับผมกลับไปยังบ้านหลังนี้ ที่ๆ ผมอยู่แล้วมีความสุขที่สุด แม้ไม่สะดวกสบายอะไรนัก แต่มันอัดแน่นไปด้วยความสนุกสนานและเป็นกันเอง โดยเฉพาะป้าพิศ ผู้เปรียบเสมือนเป็นแม่ในแดนไกลของผม ท่านชอบมีอาหารอร่อยๆ เตรียมไว้ให้ทานเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแกงไตปลาสูตรเด็ด ไก่ค้อง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ยอร์คเชียร์พุดดิ้ง โรสบีฟ ไก่งวง และนาๆ อาหารที่ทำยากๆ ท่านทำได้หมด นอกจากอาหารดีแล้ว ท่านยังมีละครไทยเกือบครบทุกเรื่อง ไว้ให้ดูแก้เหงาอีกด้วย สมัยนั้นผมจำได้ว่าสร้างปัญหาและความเดือดร้อน ไม่มากก็น้อย ให้ป้าพิศปวดหัวอยู่บ่อยๆ เนื่องจากความเป้นวัยรุ่นของผม ยังไงก็ตาม ชีวิตช่วงนั้นค่อนข้างจำเจ แต่มีความสุข พอเวลาผ่านไป เส้นทางชีวิตทำให้ต้องจากป้าพิศและบ้านหลังนี้ไปอีกครั้ง เพื่อไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่ Boston
แต่แล้วแค่อาทิตย์แรกที่ไปอยู่ที่นั่น ผมเกิดมีปัญหาจะอยู่ไม่ได้ โทษโน่น โทษนี่ไปหมด ป้าพิศและลูกๆ ก็พากันตามมาเยี่ยมถึงที่ ทำให้ผมสบายใจขึ้นอย่างมาก และจากนั้นผมก็มีอันต้องกลับไปเฮฮาที่ Hicksville เกือบทุกอาทิตย์ ผมกลับไปทานกับข้าวฝีมือป้าพิศ พร้อมทั้งสร้างปัญหาต่อนิดๆ หน่อยๆ ตามสไตล์ของผม จนพอเริ่มปีกกล้าขาแข็งผมก็เลิกกลับไปที่บ้าน Hicksville จนจบการศึกษา กลับเมืองไทย ก็ไม่ได้ไปเยี่ยมท่านอีกเลย
เมื่อโตขึ้น เริ่มนึกถึงอดีต คนที่ผมคิดถึงมากที่สุดคือป้าพิศ เพราะมีญาติผู้ใหญ่ในต่างแดนเพียงท่านเดียว แถมผมยังสนิทสนมกับท่านมาก จำได้ว่าท่านใจดี ขนาดสามารถพูดจา เกือบจะเหมือนคุยกับเพื่อนด้วยได้ ไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรมาก ทุกวันนี้ผมยังติดสบถคำว่า “หอยหลอด” อยู่เลยครับป้าพิศ
แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ได้กลับไปที่อเมริกาอีกเลย เนื่องจากต้องทำงานและยังเก็บเงินไม่ได้ เลยได้แต่คอยให้นานๆ ทีป้าพิศจะกลับมาที บางครั้งกลับมาเลี้ยงหลาน บางทีมาช่วยหมอไทยรักษาคนป่วย บางทีก็มาเฉยๆ แต่ที่ไม่เคยพลาดคือ ผมต้องสั่งซื้อของทุกครั้งไป ป้าพิศมักจะพบกับห่อพัศดุ จ่าหน้าถึงผมมาวางกองไว้ที่บ้านป้า ทุกครั้งที่ท่านจะกลับเมืองไทย ซึ่งท่านก็แบกมันกลับมาให้ผมทุกคราไป ที่ประทับใจผมมาก คือป้าพิศบินกลับมาเมืองไทย เพื่อร่วมงานแต่งงานของผมกับริบบิ้น เพราะการมาครั้งนี้ จุดหมายหลักคือผม ต่างจากทุกครั้งที่ท่านมา ทำให้แอบตื้นตันใจเกินกว่าจะเขียนบรรยายได้
(ป้าพิศ พี่โอ๋ ต้อนรับผม & ริบบิ้น)
ผ่านไปอีกสักพัก เมื่อเวลามีทุนมา ผมและภรรยาจึงตัดสินใจกลับไปเยี่ยมป้าพิศ ที่ New York ในปี 2004 คืนแรกสนุกมาก เพราะป้าพิศพาไปทานอาหารเกาหลีแบบ All You Can Eat จนพุงกาง ต่อด้วยปาร์ตี้จิบไวน์รับรองที่ห้อง California ของท่าน แต่เสียดายที่ผมสังสรรค์ได้ไม่มาก เพราะง่วงจากการรอนแรมเดินทาง เมื่อได้กลับมา แม้พี่ๆ หลายคนจะหายหน้าไป บ้านจะปรับปรุงใหม่ แต่ป้าพิศ ที่เป็นนางเอกของบ้านยังอยู่เหมือนเดิมเสมอ ความรู้สึกดีๆ เก่าๆ จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง
(บรรยากาศงานเลี้ยงเล็ก ที่มีบ่อยๆ)
คิดย้อนไปสมัยที่อยู่ที่ Hicksville เผลอๆ ป้าพิศก็มีการจัดปาร์ตี้อยู่เรื่อย ไม่ว่าจะโอกาสอะไร หากเป็นไปได้ เรามักฉลองกันแบบนี้ประจำ
อีกอย่างที่จำได้แม่นคือ ป้าพิศเป็นยอดฝีมือในการซุกของลงกระเป๋า ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ นักเรียนไทยคนไหน(ที่รู้จักกัน) จะกลับบ้าน ป้าพิศจะฝากของกลับมาให้ลูกหลานที่เมืองไทยเสมอ แต่หากเผลออาจมีมาซุกเพิ่มโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ต้องห่วง เพราะของแต่ละชิ้น มีการเขียนชื่ออย่างชัดเจน ไม่มีทางหลงไปสู่มือคนอื่นได้ เรื่องนี้พิสูจน์ได้ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ป้าพิศทราบว่า ผมเป็นโรคปวดข้อ ท่านเลยฝากไวตามิน Movefree มาให้ แต่ตอนแรก ของโดนเอาไปให้ญาติอีกคนที่มีอายุ แทนที่จะให้ผม โชคดีที่บนขวดมีชื่อผมอยู่เต็มไปหมด ญาติท่านนั้นเลยไม่รับ แล้วนำไวตามินมาให้ผมแทน เทคนิคนี้ตกมาถึงพี่อ้อนลูกสาวคนเล็กของป้าพิศเรียบร้อยแล้ว เพราะผมเห็นแกเขียนชื่อบนของตัวเบิ้มๆ แบบนี้เหมือนกัน
ครั้งล่าสุดที่ไป กระเป๋าผมและภรรยาเต็ม จนไม่มีที่เหลือเลยจริงๆ ขนาดป้าพิศยังไม่สามารถช่วยได้ ชมได้จากภาพข้างล่าง ว่าเราพยายามกันแล้ว แต่ไม่เป็นผล ผมเลยอาสาถือขึ้นเครื่องมาให้เลย
(ผมและป้าพิศ)
ใครจะไปทราบ ว่าวันหนึ่ง ภาพใบนี้กลายเป็นภาพสำคัญของผม ที่จะไม่มีวันทำมันหาย เพราะจะเก็บไว้อย่างดีตลอดไป รูปนี้เราถ่ายก่อนผมจะกลับเมืองไทย เมื่อครั้งกลับไปเยี่ยมท่าน ผมไม่เคยเข้าใจ ว่าทำไมป้าพิศต้องน้ำตาซึมทุกครั้งเวลาร่ำลา เหมือนกับว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ผมรู้ว่ายังไงไม่นานก็คงได้พบกันอีก ที่เมืองไทย
และก็เป็นอย่างที่คิด อีกสองปีต่อมา ป้าก็มาเป็นอาสาสมัครรักษาคนป่วยที่ต่างจังหวัด คราวนี้ได้มาอยู่บ้านพี่อ้อน ที่ผมชอบไปสถิตย์อยู่ เพราะได้รับความอบอุ่น ไม่ต่างอะไรกับที่ Hicksville แถมบางทีฟลุ๊คๆ ป้าพิศ หรือพี่อู๋โทรมา ผมก็ได้เสวนาไปด้วยอีกคน ล่าสุดป้าบอกผมว่า พี่อู๋เล่าให้ฟังว่าลูกชายผมน่ารักมาก ผมจำได้ไม่ลืม
(มาทีไร ป้าพิศไม่เคยลืมนำ Movefree มาให้ผม)
ทุกอย่างที่ผมเป็นทุกวันนี้ หากป้าพิศไม่ไปอยู่ที่ New York ชีวิตผมคงไม่เป็นแบบนี้ เพราะผมไปเรียนที่นั่นก็เพราะมีป้าพิศอยู่ จนทำให้เป็นจุดเริ่มที่ผมได้ไปเจออะไรมากมาย รวมทั้งภรรยาของผมด้วย
(ภาพสุดท้ายของผม ริบบิ้น กับป้าพิศ)
ไม่คิดเลยว่านี่จะเป็นภาพสุดท้ายที่ถ่ายกับป้า ก็ผมกำลังจะไปเยี่ยมป้ากันอีกครั้งในอีกไม่กี่เดือนนี้ ไม่กี่นาทีก่อนที่ป้าจะเสีย ผมนั่งอยู่ที่บ้านพี่อ้อน เรายังคุยกันถึงป้าอยู่เลย ว่าป้าพิศอาจจะยายกลับมาอยู่เมืองไทย อยู่ที่ห้องที่พี่อ้อนพี่หน่องสร้างไว้ให้ ผมก็ว่าผมจะไปช่วยเก็บของกลับมา แต่แล้วตื่นขึ้นมา อ่าน SMS ที่พี่อ้อนส่งมา ไม่อยากจะเชื่อตาตัวเอง ต้องกลับไปดูชื่อคนส่งใหม่อีกหลายรอบ นี่มันเรื่องจริง ที่ผมทำอะไรไม่ได้ แก้ไม่ได้ ช่วยไม่ได้ มันเกิดขึ้น และผ่านไปแล้ว ผมไม่เคยเสียใจอะไนขนาดนี้ ตั้งแต่เสียคุณยายไปเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว มันเป็นความสูญเสียส่วนตัว ไม่อาจมีใครเข้าใจได้ ผมไม่มีเลือดของป้า แต่ผมรักป้ามากอันดับต้นๆ ลูกๆ ของป้าผมก็รักอันดับต้นๆ เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกับผม ผมอยากบินไปร่วมงานป้า แต่ผมขอวีซ่าไม่ทัน แถมติดเลี้ยงลูก ผมเสียใจที่ไม่ได้ไป แต่ผมจะไปรับป้าที่สนามบินครับ
คิดถึงป้า
บี ริบบิ้น บีค่อน
………………………………………………………………………………..
ระลึกถึงพี่สมพิศ ยุกตะเสวี
ผู้ที่อยู่ในความทรงจำของผม
พี่สมพิศเป็นแบบอย่างของคนสู้ชีวิต ตัวอย่างของแม่ที่รักลูกๆ ผมใกล้ชิดตั้งแต่ตอนที่พี่สมพิศเป็นพยาบาลอยู่ที่คลินิกแถวเอกมัย ตอนนั้นพี่สมพิศยังอยู่ที่บ้านคุณพ่อ (หลวงยุกต์ฯ) ที่ซอยมหาดเล็ก ถนนราชดำริห์ (เดี๋ยวนี้กลายเป็นโรงแรม “โฟซีซั่น”ไปแล้ว) ตอนหลังคุณพ่อย้ายไปอยู่บ้านที่ถนนวิทยุ พี่สมพิศจึงมาอยู่กับพวกเรา มีผม คุณแม่(คุณหญิงยุกต์ฯ) ภรรยาผม(สุพัฒนา) หนูหนึ่ง(สุดถนอม)ลูกสาวผม ที่บ้านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ความน่ารักของพี่สมพิศคือเป็นคนรักลูก ไม่เคยทอดทิ้ง ไปไหนก็หิ้วกะเตงไปด้วย ภาพที่ลูกๆอ้อนพี่สมพิศ ผมยังจำได้ ไม่ว่าจะเป็นตาอู๋ ยายโอ๋ ยายอ้อน คลอเคลียพี่สมพิศยั้วเยี้ยไปหมด ผมได้ยินแต่เสียงลูกๆเรียกพี่สมพิศ แม่….แม่….แม่… จะเอาโน่น จะทำนี่ กระจองอแง พี่สมพิศไม่เคยบ่นลูก ไม่เคยว่า ไม่เคยดุ มีแต่ลูกๆจะดุแม่ (ลูกๆจะจำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้) ทั้งหมดนี้เป็นความรัก ความใกล้ชิด ความผูกพัน ระหว่างแม่กับลูก ที่หาดูได้ยาก และผมได้สังเกตเห็น
ต่อมาเมื่อ บี(อัษฎา) ลูกชายของผมยังแบเบาะ พี่สมพิศลาพวกเราไปต่อสู้ชีวิตที่ต่างประเทศ ไม่ลืมหอบลูกๆไปด้วย ไปทำงานกับคุณแป๊วและหมอวิทยา ที่นิวยอร์ค อเมริกา จากกันตอนนั้นเราก็เศร้าๆ แต่ด้วยในวัยที่ยังเป็นคนทำงานก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก คิดถึงก็บินหาสู่กัน ส่วนใหญ่ที่ห่วงก็คือ จะไม่ได้กินแกงเหลืองแกงไตปลาที่แสนเอร็ดอร่อยจากน้ำมือพี่สมพิศ ครั้งหลังๆที่พี่สมพิศกลับมาเมืองไทย บอกว่าเมื่อรีไทร์แล้วจะกลับมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพ ลูกๆพี่สมพิศพากันดีใจ โดยเฉพาะคุณหน่องซึ่งเป็นยอดเขยคนดีและเก่ง สามีของหนูอ้อน จัดเตรียมสร้างบ้านจัดห้องไว้ต้อนรับอย่างสวยงาม ทำให้ผมและครอบครัววางแผนที่จะไปเยี่ยมพี่สมพิศที่อเมริกาเป็นครั้งสุดท้าย ในต้นปีหน้า
ความเป็นคนใจดีต้องยกให้พี่สมพิศ ไม่เคยเห็นพี่สมพิศโกรธขึ้งใส่ใคร เป็นเพื่อนคุยที่ดี กันเองไม่ถือเนื้อถือตัว ว่างงานชอบเข้าครัวทำกับข้าว อาหารจานโปรดคือแกงเหลืองกับแกงไตปลา ตอนที่ผมพบพี่สมพิศครั้งแรก ตอนนั้นพี่สมพิศเป็นคุณแม่แล้ว แต่ยังมีแววสวย ภรรยาผมบอกว่า ตอนสาวๆพี่สมพิศสวยระเบิด ผิวขาวนวลเหมือนนางงามผิวอาบน้ำนม ปกติภรรยาผมชมคนยาก ตอนแรกผมไม่เชื่อ ภรรยาผมต้องเอาภาพพี่สมพิศตอนสาวๆให้ดู โอ้โฮ…..นางงามชิดซ้ายไปเลย
พวกเรา (ผมและครอบครัว) ยกโขยงไปเที่ยวอเมริกา ไปกันหลายเมือง และทุกครั้งจะต้องแวะเยี่ยมพี่สมพิศ บ้านสมพิศเยี่ยมกว่าโรงแรมชั้นหนึ่งในนิวยอร์ค ห้องนอนมีหลายห้อง (จะนอนตรงไหนก็นอนได้) กลางคืนมีเสียงดนตรี (เสียงกรน) ทุ้มแหลมหลายเสียง ดังสลับสอดรับกัน ราวกับเสียงดนตรี มีอาหารเสริฟวันละ ๔ มื้อ อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านเราเอง บางวันผมตื่นขึ้นมาตอนเช้า นึกว่าอยู่ที่เมืองไทย เพราะได้กลิ่นอาหารไทย แกงไตปลา กลิ่นน้ำพริกกะปิ ปลาทู อาหารถูกปากแบบนี้โรงแรมชั้นหนึ่งในนิวยอร์คไม่มีเสริฟ บ้านพี่สมพิศเหมือนเป็นที่รวมคนไทยในนิวยอร์ค คนไทยไปมาหาสู้กันคึ่กคั่ก จนฝรั่งที่อยู่บ้านติดกันสงสัยว่าทำไมพี่สมพิศญาติเยอะ
แต่ละครั้งที่ผมไปอเมริกาผมจะพักอยู่ที่บ้านพี่สมพิศนานเป็นอาทิตย์ ตอนที่ผมและครอบครัวจะต้องอำลาพี่สมพิศเพื่อเดินทางกลับ ผมเศร้าอยากจะร้องไห้ อธิบายไม่ถูก ความมีไมตรีของพี่สมพิศทำให้ผมคิดถึง มันมีความรู้สึกเหมือนตอนที่อยู่โรงเรียนประจำ คุณพ่อคุณแม่มาส่งเราเข้าโรงเรียนแล้วต้องลาจากกัน มันอยากจะโดดตามกลับไปด้วยจัง ทำไมคนเราต้องจากกันด้วย ผมมองเห็นแววตาพี่สมพิศตอนโบกมืออำลา มันแฝงไปด้วยความเศร้า จนผมอยากร้องไห้
ผมกับครอบครัวกำลังแพลนที่จะไปอเมริกาในต้นปี พ.ศ.๒๕๕๑ ส่วนหนึ่งของแผนการเดินทาง คือบ้านพี่สมพิศ ผมอยากไปรำลึกถึงความหลัง ความรู้สึกเก่าๆเดิมๆที่เคยอยู่ที่นั่นอีกสักครั้ง แต่ตอนนี้ผมคงไปไม่ได้แล้ว ผมคงไม่สามารถทนต่อความรู้สึกที่จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างสภาพเดิม แต่ไม่มีพี่สมพิศ พี่ผู้ที่มีน้ำใจอีกต่อไป พี่สมพิศจากไปโดยไม่มีโอกาสสั่งเสียล่ำลา
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งคุณความดีที่พี่สมพิศได้สร้างสมไว้ตลอดชีวิต ได้ดลบัลดาลให้ดวงวิญญาณจงไปสู่ภาวะหรือภพภูมิ ที่มีแต่ความสุขความสงบ ปราศจากทุกข์ทั้งปวง ชาตินี้พี่เหน็ดเหนื่อยมาเพียงพอแล้ว และพี่สมพิศจะยังคงอยู่ในความทรงจำของผมและครอบครัวตลอดไปชั่วกาลนาน.
อังกูร และ นี๊ด
www.angkul007.com
……………………………………………………………………………….
Turkey ที่อร่อยที่สุดในโลก
คืนนี้ผมได้มีโอกาสไปงานปาร์ตี้แห่งหนึ่ง เขามีไก่งวงให้ทานด้วย มันเป็น Stuff turkey แบบเดียวกับที่ป้าพิศเคยทำให้ทานสมัยก่อน แต่ที่ผมทานไปในคืนนี้ ไม่อร่อยเหมือนที่เคยลิ้มลองเมื่อสมัยอยู่ที่ Hicksville เลยครับ จำได้แม่นยำว่า พอช่วงฤดูการฆ่าไก่งวง หรือช่วง Thanksgiving ต่อ Christmas ซึ่งก็คือช่วงนี้ของปี มาถึง ป้าจะมีการทำไก่งวงให้ท่านกันจนพุงปริ เริ่มจากไปซื้อไก่ตัวเขื่องนี้กันจากซูเปอร์มาร์เก็ต จากนั้นเผลอแป๊บเดียวมันก็โดนสอดไส้กลายเป็นอาหารจานโอชะไปซะงั้น น้ำเกรวี่ที่ป้าทำนี่ไม่ธรรมดา หอมอร่อยสุดยอด แต่ที่เด็ดสุดคือ พอทานหมด เนื้อไก่งวงที่เหลือ มักจะโดนเอามาทำ ไก่ค้อง (ผมไม่แ่ใจว่ามันไก่ฮ้อง หรือไก่ค้อง แต่ไม่เคยถาม กินอย่างเดียว) อาหารจานเดียวที่ไม่เคยพบเห็นที่อื่น และมีให้ทานได้แค่ที่ป้าพิศเท่านั้น นี่ขนาดเมื่อไม่นานมานี้ ผมกลับไปเยี่ยมป้าพิศ ยังมีไก่ค้องให้กินเลย ยิ่งทานกับข้าวต้มนี่ จะกลมกล่อมหวานมันเป็นพิเศษ วิธีทำเป็นอย่างไร คงไม่มีใครทราบ ถึงผมทราบผมก็คงไม่ทำกินเองแล้ว จะเก็บความเอร็ดอร่อยไว้คู่กับความทรงจำดีกว่า เพราะไก่งวงป้าพิศ คือไก่งวงที่เจ๋งที่สุดในโลก
และแล้วอาหารจานธรรมดาที่หากินได้ง่ายๆ ในอดีต ก็กลายเป็นความทรงจำอันมีค่าที่หาอะไรแทนไม่ได้ในปัจจุบัน
บี
(บ้าน Hicksville)


(ป้าพิศฝากของกลับ)


(ค.ศ. 1990 ณ Hicksville)
Well written, Bee. Especially the swear word that she used all the time, you reminded me that word so well of how she used it….
Yes, I was shocked as well when I learned that she passed away, I felt quite related to her during the 3 years of my stay in Long Island, even now. She was one healthy lady from what I can tell when I was there.
Let’s look in the brighter side that she is now relieved from all the burdens.
คิดถึงป้าสมพิศ
หลานกอล์ฟ
bee,
ใช่เลยบี ที่บ้าน 54 ไก่งวงอร่อยที่สุดในโลก เพิ่งไปดูป้ายร้าน S&P allsesons place เขาให้สั่งได้ในราคาตัวละ 3,800 บาท โห..ยิ่งทำให้คิดถึงป้าใหญ่เลย ว่าแตป้าเคยบอกสูตรกะบีไว้หรือเปล่า ไว้ห้พี่โอ๋ลองทบทวนความจำ แล้วทำให้พวกเราทานกัน เออ หรือต้องถามน้าแป๊ว ก้อได้
ผมไม่เคยถามสูตร เอาแต่กินอย่างเดียว เมื่อสูญเสียโอกาสที่จะได้ทานอีกตลอดกาล จึงพึ่งรู้ถึงความงดงามของรสชาดปลายจวักป้าพิศครับ
ทานครั้งต่อไป หรือครั้งไหนๆ ผมก็คงจะคิดถึงวันเก่าๆ ทุกที ชีวิตมันก็แบบนี้ครับเฮียหน่อง